เด็กๆก็มีหัวใจ


ใครได้ดูหนังเรื่อง Inside Out บ้างคะ รู้สึกอย่างไร หนังเรื่องนี้เป็น talk of the town ในกลุ่มคนที่ทำงานด้านจิตวิทยาเด็กพอสมควรทีเดียว หนังทำได้สนุกและมีสาระแบบชนิดที่ผู้เชี่ยวชาญเองยังต้องยอมรับ สรุปว่าหนังที่ดูสนุกแบบเด็กๆเรื่องนี้ มีเนื้อหาที่ผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ควรได้มีโอกาสไปดู เพื่อเรียนรู้เรื่องอารมณ์ของเด็กๆ และน่าจะช่วยให้สามารถเลี้ยงดูเด็กได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

เด็กทุกคนมีความรู้สึกรับรู้ได้ตั้งแต่เกิด ถ้าอิงทฤษฎีของเพียเจ (Piaget) เราก็เรียกช่วงแรกว่าเป็นระยะพัฒนาระบบประสาทสัมผัสกับการควบคุมการใช้กล้ามเนื้อต่างๆเพื่อทรงตัวและเคลื่อนไหว ระบบประสาทสัมผัสที่เริ่มพัฒนามีทั้งประสาทสัมผัสทั้งห้า เรียกตามแบบที่เราคุ้นเคยกัน ได้แก่ การรับรส การดมกลิ่ม การได้ยิน การมองเห็น การสัมผัสที่ผิวหนังและข้อต่อต่างๆ ในส่วนการรับรสและดมกลิ่นจะเชื่อมโยงกับการกิน ช่วยให้เด็กทารกจำกลิ่นแม่หรือคนเลี้ยงดูได้ รับรู้และจำรสชาติของนมแม่ จนเด็กบางคนไม่ยอมดูดนมอื่น ต้องนมแม่เท่านั้น การรับรสและดมกลิ่นนี้มีพัฒนาการเช่นเดียวกับประสาทสัมผัสอื่นๆ แต่มักถูกมองข้ามไป คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญ เพราะคิดว่าไม่น่าจะมีผลต่อการเรียนรู้และความสำเร็จเมื่อเด็กเติบโต แต่มีความเป็นไปได้ว่า เด็กที่มีประสาทสัมผัสดังกล่าวดี หรือมีความถนัดเรื่องเหล่านี้ น่าจะเป็นเด็กที่บอกรสชาติของอาหารได้เก่ง แยกแยะได้ว่ามีส่วนประกอบอะไร ซึ่งเป็นพื้นฐานของทักษะการชิมและการทำอาหารเก่ง อาชีพนักชิมไวน์และเชฟดังๆน่าจะมีทักษะพวกนี้ดีกว่าคนทั่วๆไป

นอกจากประสาทสัมผัสทั้งห้าแล้ว เด็กเล็กๆยังมีการรับรู้ความรู้สึกต่างๆ โดยมีความรู้สึกพื้นฐาน เช่น ดีใจ เสียใจหรือเศร้า โกรธ กลัว เป็นต้น เมื่อมีสิ่งมากระทบทั้งจากภายในและภายนอก เด็กจะรู้สึกตามสัญชาตญาณ หากรู้สึกหิว ก็จะรู้สึกไม่สบายตัว หงุดหงิด หรือโกรธ หากมีคนมาอุ้มพาไปเดินเล่น ก็จะรู้สึกดีใจ หากถูกขัดใจ ก็อาจจะรู้สึกเสียใจหรือโกรธ ขึ้นอยู่กับพื้นอารมณ์ของเด็กแต่ละคนที่ติดตัวมา เด็กสามารถเรียนรู้เรื่องอารมณ์ความรู้สึกต่างๆเหล่านี้ หากมีคนคอยสอนบอกทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ได้แก่ ผ่านการเล่านิทานที่มีเรื่องอารมณ์ต่างๆ หรือดูหนัง เช่น inside out เขาว่ากันว่าคนไทยมักเข้าใจว่าเด็กควรมีอารมณ์ดี สนุกสนานอยู่เสมอตามวัยเด็กที่ยังไร้เดียงสา เพราะเป็นวัยใส ชีวิตยังสดใส ในหนังเรื่อง inside out เองก็เล่าเรื่องให้เห็นว่าช่วงวัยเด็กเล็กของไรลี่ (ตัวเดินเรื่อง) มีอารมณ์สนุกสนาน (joy) เป็นหลัก แต่ก็มีอารมณ์อื่นๆร่วมด้วย และค่อยๆพัฒนามากขึ้นเมื่อเติบโตขึ้น ซึ่งการพัฒนาเหล่านี้จะเกิดขึ้นมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองที่จะคอยช่วยชี้แนะและสอน

ใครจะเชื่อว่า ตั้งแต่หลังเกิด เด็กทารกจะสามารถเลียนแบบสีหน้าท่าทางง่ายๆของคนใกล้ชิด ถ้าแม่ทำหน้ายิ้ม เด็กก็จะยิ้ม แม่ทำหน้าบึ้ง เด็กก็จะทำสีหน้าบึ้งๆได้ ทั้งหมดนี้เป็นการทำงานของสมองส่วนที่กึ่งอัตโนมัติ คือยังไม่ใช่การเรียนรู้แบบตั้งใจ ดังนั้น เด็กที่เติบโตมาในบ้านที่มีคนเครียดมากๆ สีหน้าและอารมณ์ก็จะถูกพัฒนาไปในแนวทางเครียดๆโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการพัฒนาเรื่องอารมณ์ของเด็กในช่วงปฐมวัยหรือ 5-6 ปีแรก ควรมีความหลากหลายมากกว่าอารมณ์สนุกสนาน เพราะเมื่อเด็กต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ไม่ว่าเป็นคนใกล้ชิดในครอบครัว หรือคนนอกบ้าน เด็กจะต้องพบกับอารมณ์ที่หลากหลายของผู้คน รวมทั้งถูกกระทบจนทำให้ตัวเองเกิดอารมณ์มากมาย การเรียนรู้เรื่องอารมณ์อย่างง่ายๆมาจากคนในครอบครัวก่อน จึงเป็นการปูพื้นฐานเรื่องการจัดการทางอารมณ์ หรือหมายถึงโอกาสในการพัฒนา EQ (Emotional Quotient) ที่ดีนั่นเอง

คุณพ่อคุณแม่ หรือคนที่ใกล้ชิดเด็กๆ สามารถช่วยเด็กพัฒนาเรื่องอารมณ์ได้ด้วยการแสดงหรือบอกอารมณ์ตามที่เกิดขึ้นจริงในสถานการณ์ต่างๆ เช่น ถ้าเด็กถูกขัดใจ ก็บอกเขาว่าหนูกำลังรู้สึกหงุดหงิด หรือไม่ชอบ หรือถ้าแม่เองก็กำลังรู้สึกหงุดหงิด ก็อาจบอกเด็กได้ด้วยว่า แม่เองก็รู้สึกหงุดหงิด ในระหว่างที่มีสถานการณ์ต่างๆเกิดขึ้น ส่วนมากผู้ใหญ่มักไม่ได้พูดถึงเรื่องอารมณ์ แต่จะพูดถึงเรื่องเหตุผล และบางครั้งอย่างยืดยาว ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสในการพัฒนา EQ ของเด็กๆไป ลองสังเกตดูได้ว่าขณะที่กำลังมีอารมณ์ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ มักไม่เปิดรับเหตุผลใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่ควรใช้เวลาช่วงนั้นอบรมสั่งสอนด้วยเหตุผลมากนัก เดี๋ยวรอไปสอนในช่วงเวลาที่เหมาะสมกว่าภายหลัง เนื่องจากเรื่องอารมณ์เป็นเรื่องที่คนไทยหรือคนตะวันออกอาจไม่คุ้นเคย เพราะเราถูกสอนให้เก็บอารมณ์ต่างๆที่มีไว้ ไม่ให้แสดงออก ขณะที่คนในสังคมตะวันตกให้ความสำคัญ และพูดถึงเรื่องอารมณ์พอๆกับการเรียนรู้เรื่องอื่นๆ คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าอะไรถูกต้องมากกว่า สังคมตะวันตกที่มีทั้งเรื่องของอารมณ์และเหตุผลสูง แต่เขาเชื่อว่าอารมณ์จะเป็นตัวผลักดันให้คนเราทำสิ่งต่างๆอย่างมีพลังมากกว่าเหตุผล ดังที่เราอ่านเจอในศาสตร์ด้านการตลาดยุคปัจจุบัน ในสังคมไทยเราเอง เป็นสังคมที่มีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้คนค่อนข้างมาก ถ้าเรารู้จักเรื่องอารมณ์ที่หลากหลายของคนมากขึ้นอีกหน่อย น่าจะทำให้เราอยู่ด้วยกันในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ราบรื่นขึ้น

สุดท้าย สำหรับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติหรือที่เบี่ยงเบนไปจากปกติบ้าง ล้วนมีอารมณ์ความรู้สึกทั้งสิ้น อย่าลืมนะว่าพวกหนูก็มีหัวใจ

ย้อนกลับ